ความจริงอันน่าประหลาดใจของการออกกำลังกายวันละ 2 ครั้ง

หกเดือนที่ผ่านมาฉันบินไปเที่ยวที่ออสเตรเลียและกลับบ้านมาพร้อมกับน้ำหนักตัวมหาศาล แม้ฉันจะพยายามวิ่งทุกเช้า ว่ายน้ำอย่างหนักเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งพึงกระทำได้ และฝึกโยคะเป็นประจำ แต่ฉันก็ไม่สามารถกำจัดน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นมาเนื่องจากแอลกอฮอล์และของว่างมื้อดึกได้เลย แผนการลดน้ำหนักของฉันจึงมุ่งมาที่การออกกำลังกายวันละ 2 ครั้ง แต่ฉันสงสัยว่ามันจะปลอดภัยหรือเปล่า? เป้าหมายของฉันคือเพื่อลดน้ำหนัก แต่นั่นไม่ใช่แรงบันดาลใจของทุกคนที่ออกกำลังกายแบบนี้ ยังมีจุดประสงค์อื่นๆอีกมากมายว่าเหตุใดคนส่วนหนึ่งจึงเลือกออกกำลังกายมากกว่าวันละ 1 ครั้งใน 24 ชั่วโมง เช่น การสร้างกล้ามเนื้อ หรือฝึกเพื่อไปแข่งขัน และแม้ว่าการออกกำลังกายเป็นประจำจะส่งผลดีต่อสุขภาพสำหรับบางคน แต่การออกกำลังกายวันละครั้งก็อาจไม่เหมาะสม ไม่มีการศึกษาแน่ชัดว่าการออกกำลังกายวันละ 1 ครั้ง 2 ครั้ง หรือแม้แต่ 3 ครั้งมีความแตกต่างกัน ความจริงคือร่างกายของคนเรามักตอบสนองกับการออกกำลังกายแบบเข้มข้นมากกว่าระยะเวลาที่เราวิ่งหรือเหวี่ยงเคทเทิลเบลล์ การออกกำลังกายมีองค์ประกอบ 2 อย่างได้แก่ความเข้มข้นกับความตั้งใจและที่สำคัญมันแตกต่างสำหรับทุกคน การออกกำลังกายวันละ 2 ครั้งมีประโยชน์ ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพแน่นอนหากเราปฏิบัติอย่างชาญฉลาด อย่าลืมว่านักกีฬาก็มักจะออกกำลังกายวันละ 2 ครั้งหรือมากกว่านั้นเมื่อมีการแข่งขัน สำหรับบางคนที่ต้องการแค่ความแข็งแรง กระฉับกระเฉง และเก็บเกี่ยวประโยชน์จากการออกกำลังกาย บอกเลยว่าการออกกำลังกายวันละ 2 ครั้งนั้นไม่จำเป็น แต่ก็ไม่เป็นไรที่จะลองและปฏิบัติอย่างถูกวิธี และนี่คือวิธีออกกำลังกายวันละ 2 ครั้งอย่างถูกต้อง 1. มองหาสมดุล หลีกเลี่ยงการฝึกหนักเกินไปโดยการหาสมดุลระหว่างการออกกำลังกายที่มีความเข้มข้นสูงกับความเข้มข้นต่ำ เนื่องจากจะช่วยป้องกันการบาดเจ็บและฟื้นฟูสภาพร่างกายได้
Complete Reading

ความตาย ความเจ็บป่วย การตกงาน และเหตุการณ์อื่นๆอีกมากมายมักจะมาพร้อมกับคำพูดประโยคนี้ “มีอะไรให้ช่วยก็บอกนะ” แวบแรกคุณจะรู้สึกว่าคำพูดประโยคนี้เหมาะสมแล้ว แต่ปัญหาคือ..คุณกำลังผลักภาระนี้ไปให้เพื่อนที่กำลังตกอยู่ในสภาวะที่ยากลำบาก “พวกเขาน่าจะรู้สึกเหนื่อยล้ามากจนบางครั้งก็ไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร” คนส่วนใหญ่มักจะพูดว่า “มีอะไรให้ช่วยก็บอกนะ” เพราะเราต้องการช่วยจริงๆ ทางที่ดีควรพูดเฉพาะเจาะจงออกไปเลยว่าคุณต้องการช่วยอะไร และนี่คือคำแนะนำบางส่วนจากผู้เชี่ยวชาญ “ฉันไปรับเด็กๆให้ในวันอังคารดีไหม?” บางทีคุณกับเพื่อนอาจมีลูกๆอยู่ในวัยที่ใกล้เคียงกัน งั้นก็ลองคุยกับเพื่อนว่าคุณจะไปรับส่งพวกเด็กๆที่โรงเรียนหรือพาไปทำกิจกรรมอื่นๆให้..ดีไหม? หรือถ้าเป็นในกรณีอื่นๆก็ได้ เช่น คืนวันศุกร์ฉันเอาพิซซ่าไปกินด้วยกันไหม? วันอาทิตย์ฉันไปโบสถ์เป็นเพื่อนเธอดีไหม? สัปดาห์หน้าฉันจองนวดตัวให้เธอเอาไหม? คืนนี้ฉันไปเอาของที่ร้านขายของชำให้ไหม? วันพฤหัสถ้าทุกอย่างโอเคแล้วเราไปดื่มกาแฟด้วยกันไหม? คำถามเหล่านี้จะทำให้คุณสามารถกะเกณฑ์ได้ว่าอีกฝ่ายกำลังรู้สึกอย่างไร พวกเขาอาจตอบว่า “ปกติวันจันทร์ฉันไม่รับโทรศัพท์ แต่ฉันก็คงเหงาหลังจากที่ครอบครัวกลับไปในวันอาทิตย์ เธอมาก็ดีเหมือนกัน” “ฉันจะจดจำไว้เสมอว่าเธอเป็นคนตลกแค่ไหน” การแบ่งปันความทรงจำถึงผู้ที่ล่วงลับไปแล้วก็เป็นอีกวิธีหนึ่งในการปลอบใจเพื่อนที่กำลังโศกเศร้า นี่คือการเชื่อมต่อในระดับที่ลึกลงไปอีกเนื่องจากคุณจะจดจำสิ่งดีๆของคนๆนี้ไปด้วยกัน “ฉันหวังว่าจะปัดเป่าความเจ็บปวดออกไปได้ แต่ฉันทำไม่ได้” พยายามอย่าพูดประมาณว่าควรปัดเป่าความเจ็บปวดออกไปเพราะมันไม่มีประโยชน์อะไรเลย เช่นเดียวกับคำว่า “เวลาจะช่วยเยียวยา” หรือ “มันจะต้องผ่านไปด้วยดี” คุณไม่รู้ว่าสถานการณ์นั้นสร้างความเจ็บปวดขนาดไหน บอกให้เพื่อนรู้แค่ว่าคุณจะคอยเป็นกำลังใจให้พร้อมๆกับยอมรับไปด้วยว่าคุณปลอบใจใครไม่เป็น “เอ้าดื่มน้ำก่อนสิ” พวกเขาอาจรู้สึกเหนื่อยแต่ไม่มีใครสนใจ ดังนั้นคุณควรเดินเข้าไปหาพวกเขาพร้อมกับน้ำดื่มสักแก้วและนั่งลงด้วยกัน หรือชวนพวกเขาไปเดินเล่นข้างนอกถ้าจำเป็น “ฉันเสียใจด้วยนะ” คำพูดง่ายๆและฟังดูคุ้นเคยแบบนี้ก็ยังใช้ได้อยู่ ที่สำคัญก็ยังดีกว่าคำพูดที่ว่า “มีอะไรให้ช่วยก็บอกนะ” “ฉันไม่รู้ว่าจะพูดอะไรแต่ฉันอยู่ตรงนี้นะ” ถ้าคุณกำลังพูดกับเพื่อนสนิทก็สามารถพูดประโยคนี้ออกไปตรงๆได้เลย การอยู่เคียงข้างเพื่อนย่อมดีกว่าการพูดโดยเฉพาะถ้าคุณยังหาคำพูดที่เหมาะสมไม่ได้ บางครั้งการรับฟังก็สำคัญกว่าการพูด คนส่วนใหญ่อาจมองว่าความเงียบจะยิ่งทำให้เรารู้สึกอึดอัด แต่รู้ไหมว่าการนั่งอยู่ด้วยกันเงียบๆอาจเป็นกำลังใจที่ดีที่สุดเท่าที่คุณสามารถให้เพื่อนได้เลย

Create Account



Log In Your Account